หน้าหลัก   >  ป้องกันการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ  >  อยากรู้เพิ่ม
  มีลูกเมื่อพร้อม
  ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย
  ลูกเริ่มเรียนรู้ เลี้ยงดูให้ดี
  เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  อาหารตามวัย
  วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน
  เมื่อลูกท้องเสีย
  อย่าประมาทหวัด ไอ
  อย่าให้ยุงกัด
  ป้องกันเอชไอวีเอดส์
  สุขปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
  คุ้มครองเด็ก
  ป้องกันการบาดเจ็บ
  พร้อมรับมือภัยพิบัติ
  เข้าใจใส่ใจวัยรุ่น
    

ป้องกันการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ

   
 

 

ตัวอย่างที่ดี

 

แหล่งความรู้

 
  • เด็กถูกทำร้ายผลต่อจิตใจ
  • ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของสนามเด็กเล่น อุปกรณ์เครื่องเล่น การติดตั้ง การบำรุงรักษา ผู้ดูแลการเล่น
  • สนามเด็กเล่นปลอดภัย
  • ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี

  • การปฐมพยาบาล

    การปฐมพยาบาลเด็กจมน้ำ และเด็กที่มีปัญหาการหายใจอื่นๆ
    การจมน้ำจะทำให้ขาดอากาศหายใจ และหมดสติ น้ำที่สำลักเข้าสู่ปอดจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่วินาที ความพยายามที่จะเอาน้ำออก เช่น การอุ้มพาดบ่าเพื่อกระทุ้งเอาน้ำออก หรือการวางบนกระทะคว่ำแล้วรีดน้ำออก ไม่มีความจำเป็น และอาจก่อให้เกิดผลเสียได้

    หากมีการบาดเจ็บศีรษะร่วมด้วย เช่น กระโดดน้ำแล้วศีรษะกระแทกพื้น หรือรถชนก่อนตกน้ำ ต้องระวังว่ากระดูกต้นคอหักหรือไม่ การเคลื่อนย้ายเด็กที่กระดูกต้นคอหักอย่างผิดวิธี อาจทำให้เกิดการทำลายไขสันหลัง ก่อให้เกิดความพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้

    เมื่อช่วยเด็กจมน้ำแล้วพบว่า เด็กรู้สึกตัว หายใจได้เอง เพียงเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งให้แก่เด็ก เช็ดตัว และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบอาการ แต่หากไม่หายใจ ให้ดำเนินการช่วยเหลือโดย
    • เปิดทางเดินหายใจ โดยให้เด็กนอนราบกดหน้าผากลงและเชยคางขึ้นเบาๆ
    • ช่วยการหายใจ โดยใช้มือหนึ่งบีบรูจมูกเด็กไว้แล้วประกบปากของผู้ช่วยเหลือกับปากเด็ก เป่าลมหายใจออกโดยให้มีความแรงเพียงพอที่ทำให้หน้าอกของเด็กขยายตามการเป่าลม นับในใจ ๑-๒-๓ และทำการเป่าลมซ้ำจนกว่าเด็กจะเริ่มหายใจได้เอง
    • ถ้าเด็กไม่รู้สึกตัว แต่เริ่มหายใจได้เอง ให้จับเด็กนอนตะแคงเพื่อป้องกันลิ้นตกอุดตันทางเดินหายใจ

    การปฐมพยาบาลเด็กบาดเจ็บจากการพลัดตกหกล้ม


    การบาดเจ็บศีรษะหรือไขสันหลัง อาจทำให้เกิดความพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้ การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บแบบนี้ จึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง
    • เด็กที่พลัดตกหกล้ม แล้วมีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมีอาการปวด บวม ไม่ยอมเคลื่อนไหว ให้สงสัยว่ามีภาวะกระดูกหักเกิดขึ้น ก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย จะต้องตรึงกระดูก รวมทั้งข้อบนและข้อล่างของกระดูกที่สงสัยไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว โดยใช้หนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่างๆ ผ้าห่ม หมอน หรือท่อนไม้
    • อย่าเคลื่อนไหวกระดูกที่สงสัย หากมองเห็นกระดูกโผล่ออกมา อย่าพยายามดันกลับเข้าไป ให้เอาผ้าสะอาดคลุมไว้ก่อนนำส่ง โรงพยาบาล
    • หากบริเวณบาดแผลมีอาการปวดบวมให้ประคบด้วยน้ำเย็น หรือน้ำแข็งเป็นเวลา ๑๕ นาที อย่าวางน้ำแข็งบนเนื้อโดยตรง ให้ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งไว้ชั้นหนึ่งก่อนจึงนำไปประคบ ทำซ้ำได้ใน ๒๔ ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการปวดบวม

    การปฐมพยาบาลบาดแผลที่เกิดจากความร้อน
    • หากพบเด็กที่ถูกไฟไหม้ติดเสื้อผ้า ให้ใช้ผ้าห่มหนาพันห่อตัวอย่างรวดเร็วหรือให้นอนกลิ้งลงกับพื้น เพื่อทำให้ไฟดับ
    • ทำให้บาดแผลความร้อนเย็นลงโดยใช้น้ำเย็นที่สะอาด ถ้าบาดแผลกว้างลึกให้นำเด็กไปแช่ในอ่างน้ำเย็น อาจต้องใช้เวลานานถึง ๓๐ นาทีเพื่อทำให้อุณหภูมิบริเวณที่ถูกความร้อนลวกลดลง
    • ใช้ผ้าสะอาดซับบาดแผลให้แห้ง หลังจากนั้นใช้ผ้าพันแผล พันแบบหลวม เพื่อป้องกันการปนเปื้อน หากเกิดการพองน้ำที่บาดแผล อย่าเจาะน้ำออกหรือลอกหนัง ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
    • อย่าทาบาดแผลด้วยสารซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อหรือทำให้เกิดการติดเชื้อในภายหลังได้ง่าย เช่น ใช้ยาสีฟัน น้ำปลา หรือสมุนไพรที่ไม่รู้สรรพคุณที่ชัดเจน
    • ให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ หรือน้ำผลไม้

    การปฐมพยาบาลเด็กบาดเจ็บจากไฟฟ้าดูด
    • หากพบเด็กที่ถูกไฟฟ้าดูด ให้ทำการปิดสวิทซ์หรือตัดไฟก่อนจะช่วยเด็ก
    • หากพบว่าเด็กไม่หายใจ ให้ดำเนินการช่วยเหลือโดย เปิดทางเดินหายใจ โดยให้เด็กนอนราบกดหน้าผากลง และเชยคางขึ้นเบาๆ ช่วยการหายใจ โดยใช้มือหนึ่งบีบรูจมูกเด็กไว้แล้วประกบปากของผู้ช่วยเหลือกับปากเด็ก เป่าลมหายใจออกโดยให้มีความแรงเพียงพอที่ทำให้หน้าอกของเด็กขยายตามการเป่าลม นับในใจ ๑-๒-๓ และทำการเป่าลมซ้ำจนกว่าเด็กจะเริ่มหายใจได้เอง

    การปฐมพยาบาลเด็กบาดเจ็บจากไฟฟ้าดูด

    บาดแผลไม่รุนแรง
    • ให้ล้างน้ำให้สะอาด โดยใช้น้ำประปาหรือน้ำสะอาดอื่นชะล้าง
    • เช็ดรอบๆแผลให้แห้ง
    • ปิดแผลด้วยผ้าสะอาด แล้วใช้ผ้าพันแผลพันรอบ
    บาดแผลรุนแรง
    • หากมีเศษแก้ว เศษวัสดุมีคม ฝังแน่นในบาดแผล อย่าดึงออก ให้นำส่งพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
    • ถ้ามีเลือดออกมากจากแผล ให้ทำการห้ามเลือดโดยยกส่วนของร่างกายที่มีบาดแผลนี้ให้สูงกว่าระดับทรวงอก และใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้ หากมีสิ่งแปลกปลอมในแผลให้กดบริเวณรอบแผลแทน
    • อย่านำสิ่งต่างๆที่ไม่รู้สรรพคุณที่แท้จริงมาทาแผล หรือพอกรอบแผล เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้
    • พันแผลด้วยผ้าสะอาด โดยพันแบบหลวม

    นำเด็กไปพบกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อรับการดูแลบาดแผลและพิจารณาให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคบาดทะยัก

    การปฐมพยาบาลภาวะสิ่งแปลกปลอมอุดตันทางเดินหายใจ
    • หากเด็กรู้สึกตัว ไอได้ ให้เด็กพยายามไอออกมาเอง
    • หากสิ่งแปลกปลอมอุดตัน ไม่สามารถหายใจได้ให้ทำการช่วยเหลือ ดังนี้

    สำหรับทารกอายุน้อยกว่า ๑ ปี

    วางเด็กคว่ำลงบนแขนของผู้ช่วยเหลือ และวางแขนนั้นบนหน้าตัก โดยให้เด็กอยู่ในตำแหน่งศีรษะอยู่ต่ำ เคาะหลัง ๕ ครั้งติดต่อกันตรงบริเวณกึ่งกลางระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้าง หลังจากนั้นพลิกเด็กหงายบนแขนอีกข้างหนึ่งซึ่งวางบนหน้าตักโดยให้ศีรษะเด็กอยู่ต่ำเช่นกัน แล้วกดหน้าอกโดยใช้นิ้ว ๒ นิ้วของผู้ช่วยกดบนกระดูกหน้าอกในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเส้นลากระหว่างหัวนมทั้งสองข้างเล็กน้อย ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา ถ้าสิ่งแปลกปลอมไม่หลุดให้นำส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

    ในกรณีเด็กอายุมากกว่า ๑ ปี
    ให้ผู้ช่วยยืนด้านหลังเด็กแล้วอ้อมแขนมาด้านหน้า กำมือเป็นกำปั้นและวางกำปั้นด้านข้าง (ด้านหัวแม่มือ) บนกึ่งกลางหน้าท้องเหนือต่อสะดือเด็ก กดโดยให้แรงมีทิศทางเข้าด้านในและเฉียงชึ้นบน กดซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา ถ้าสิ่งแปลกปลอมไม่หลุดให้นำส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

    การปฐมพยาบาลเด็กได้รับสารพิษ
    • ในกรณีเด็กได้รับสารพิษ สามารถใช้โทรศัพท์ปรึกษา “ศูนย์พิษวิทยา” ได้ที่หมายเลข 0-220-11083-5 ซึ่งเปิดบริการ ๒๔ ชั่วโมง ท่านต้องมีข้อมูลกินสารอะไร โดยเก็บขวด ฉลาก ของสิ่งที่ตกหล่นใกล้ตัวเด็ก และสงสัยว่าเป็นสิ่งที่เด็กกินเข้าไป อายุเด็ก เวลาที่กิน หรือ เวลาที่เริ่มพบเด็กว่ามีอาการ ท่านจะได้รับคำแนะนำการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธี และคำแนะนำถึงความจำเป็นในการส่งห้องฉุกเฉินหรือไม่
    • การกระตุ้นอาเจียน อาจมีอันตรายมากขึ้นได้ เช่น เด็กที่ดื่มกินสารกรดด่างรุนแรง เช่น น้ำยาล้างพื้น การอาเจียนจะทำให้กรดด่างกัดหลอดอาหารมากขึ้นอีก เป็นต้น
    • หากเสื้อผ้าปนเปื้อนสารพิษ ให้ถอดเสื้อผ้าออก แล้วชะล้างสารพิษออกจากผิวหนังด้วยน้ำ และสบู่
    • หากสารพิษกระเด็นเข้าตา ให้ชะล้างตาด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย ๑๐ นาที
    • ให้รีบนำเด็กส่งสถานบริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด พร้อมกับนำขวด ฉลาก หรือภาชนะบรรจุสารที่สงสัยไปด้วย


เครือข่าย

 

แหล่งอ้างอิง

 
  เตียงสำหรับเด็ก

ในระบบข้อมูลการตายมีรายงานการตายของเด็กทารกจากการนอนโดยรายงานสาเหตุการตายว่านอนหลับตาย มีการใช้รหัสการตายแตกต่างกันไป เมื่อมีการติดตามเชิงลึกแล้ว น่าสงสัยว่าเป็นการตายจากเตียง เครื่องนอน หรือท่านอน ขณะเดียวกันมีรายงานการตายจากสื่อที่บ่งบอกถึงสาเหตุคล้ายคลึงกัน การตายจากการนอนเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย ในประเทศพัฒนามีระบบการเฝ้าระวังที่ดี มีการศึกษาและรายงานความเสี่ยงนี้อย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมการความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S. Consumer Product Safety Commission: CPSC) ได้รายงานการตายในเด็กอายุน้อยกว่า ๒ ปีจำนวน  ๑๘๐ รายใน ปี ค.ศ. ๑๙๙๙ ถึง ๒๐๐๑  ซึ่งมีสาเหตุจากการนอนบนเตียงผู้ใหญ่ โดยพบว่า ร้อยละ ๙๘ มีอายุน้อยกว่า  ๑ ปี    สาเหตุการตายมาจากการขาดอากาศหายใจ ในจำนวนนี้ ๑๒๒ รายเกิดจากการติดค้างของศีรษะ (entrapment) ในช่องว่างระหว่างเตียงกับกำแพง หรือเตียงกับเฟอร์นิเจอร์อื่นหรือติดค้างที่บริเวณผนังเตียงเหนือศีรษะ และปลายเท้า ๑๕รายตายในท่านอนคว่ำ ๑๓ ราย เสียชีวิตเกิดจากการกดการหายใจโดยผ้าห่ม หมอน ๑๒ ราย เกิดจากการตกเตียง ในจำนวนนี้ ๙ ราย ยังเป็นการขาดอากาศหายใจ เช่น เกิดจากการตกลงไปที่กองเสื้อผ้า ถุงพลาสติก อีก ๓ รายตกลงไปในถังน้ำขนาด ๕ แกลลอน จำนวน ๕๘ รายเกิดจากการถูกนอนทับ (overlying) และอีก ๓๙ รายไม่มีรายละเอียด

สำหรับเตียงเด็กนั้น CPSC ได้รายงานการบาดเจ็บในประเทศสหรัฐอเมริกาถึงปีละกว่า ๑๐,๒๔๐ รายเป็นการตายประมาณปีละ ๒๖ - ๓๕ ราย อย่างไรก็ตาม ก่อนปี ค.ศ. ๑๙๗๐ ซึ่งเป็นยุคที่ไม่มีการควบคุมมาตรฐานของเตียงเด็กเลย พบว่า มีการตายถึงปีละ ๑๕๐-๒๐๐ ราย สาเหตุที่สำคัญของการตายคือการติดค้างของศีรษะที่ลอดผ่านซี่ราว หรือลอดผ่านรูบนผนังศีรษะและเท้า (headboard and footboard) การกดทับใบหน้าจมูกในช่องห่างระหว่างเบาะที่นอนกับราวกันตก การแขวนคอซึ่งเกิดจากเสื้อผ้า สร้อยคอ หรือสายคล้องหัวนมดูดเล่นที่เกี่ยวกับส่วนยื่นของมุมเสา ๔ ด้าน การตกเตียงลงบนกองผ้า ถุงพลาสติกและกดทับการหายใจ

การติดค้างของศีรษะและคอที่ทำให้เสียชีวิตนั้น เกิดขึ้นจากลำตัวเด็กผ่านช่องว่างไปได้ แต่ศีรษะไม่ผ่าน ดังนั้นการออกแบบช่องห่างหรือช่องรูต่างๆของเตียงที่ใช้กับเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิด ต้องมีช่องกว้างไม่เกิน  ๖ เซนติเมตรขึ้นไป

©

  รถพยุงตัว ไม่ใช่ รถหัดเดิน
©
ร้อยละ ๘๐ ของผู้ดูแลเด็กมักหาซื้อรถหัดเดินให้บุตรเมื่ออายุได้ ๕-๖ เดือน ส่วนใหญ่ผู้ดูแลเด็กคาดหวังว่าจะช่วยให้เด็กเดินได้เร็วขึ้น  การศึกษาในทารกอายุ ๖-๑๕ เดือนพบว่าทารกที่อยู่ในรถหัดเดินวันละหลายชั่วโมง จะมีพัฒนาการการนั่ง คืบคลาน ยืนเดินช้ากว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้รถหัดเดิน

เด็กที่ใช้รถหัดเดินเมื่อเริ่มหัดเดินมักจะมีการทรงตัวไม่ดี ทิ้งน้ำหนักไปทางด้านหน้า และเดินด้วยปลายเท้า มักมีพัฒนาการด้านการเดินช้ากว่าเด็กกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ประมาณ ๓-๔ สัปดาห์

จากการศึกษาในสหรัฐ พบว่า หนึ่งในสามของเด็กที่ใช้รถหัดเดินจะเคยได้รับบาดเจ็บจากรถหัดเดิน แต่ละปีจะมีเด็กบาดเจ็บจากรถหัดเดินต้องมารับการรักษาในห้องฉุกเฉินกว่า ๒๙,๐๐๐ ราย อันตรายที่รุนแรงพบได้จากการตกจากที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้รถหัดเดินในบ้านที่มีหลายชั้น หรือบ้านที่มีพื้นยกระดับ และมิได้ทำประตูกั้นบริเวณบันได การตกจากที่สูงจะนำไปสู่การบาดเจ็บกระดูกต้นคอ บาดเจ็บศีรษะและเลือดออกในสมอง

การพลิกคว่ำจากพื้นที่มีความต่างระดับ นำไปสู่การบาดเจ็บศีรษะ เลือดออกในสมอง การบาดเจ็บของใบหน้าหรือการหักของแขนขาได้ รถหัดเดินที่ราคาถูกซึ่งมักมีขนาดเล็ก ฐานไม่กว้าง มีล้อเพียง ๔ ล้อ โครงสร้างเปราะบาง จะเกิดการพลิกคว่ำได้ง่ายกว่ารถหัดเดินแบบทั่วไป

การบาดเจ็บอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เกิดจากการเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าพัฒนาการ ทำให้ผู้ดูแลขาดความตระหนักในการเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เช่น การบาดเจ็บจากน้ำร้อนลวก  การจมน้ำ สารพิษไฟฟ้า วัตถุมีคม และสิ่งของหนักหล่นทับเป็นต้น

การป้องกันที่ถูกต้อง คือ การงดใช้รถหัดเดิน งดจำหน่าย และงดการผลิต ขณะนี้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคให้เรียกชื่อผลิตภัณฑ์นี้ว่า “รถพยุงตัว” และบังคับให้กำกับฉลากเตือนผู้บริโภคให้รู้ว่าอาจทำให้พัฒนาการเดินช้ากว่าปกติ และการใช้ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลาเพราะเกิดอุบัติเหตุได้บ่อย


  การศึกษาแหล่งสารตะกั่วในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ตรวจหาสารตะกั่วในสีทาภายในอาคาร สีในของเล่น ภาชนะใส่อาหาร น้ำจากน้ำประปา น้ำดื่มในถังหรือภาชนะจัดเก็บ ภาชนะหุงต้ม แก้วน้ำ ช้อน ฝุ่นที่พื้น ดินสอสี/สีเทียน และ ดินน้ำมัน จาก ๑๗ ศูนย์พัฒนาเด็กในกรุงเทพมหานคร โดยตรวจตัวอย่างทั้งสิ้น ๑๘๗ ชิ้น พบมีค่าตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐาน ๑๑ ชิ้น (๕.๙%) จาก๑๐ ศูนย์ (๕๘.๘%) ซึ่งพบจากสีทาบ้านมากที่สุด (๙ ศูนย์) ที่เหลือพบในดิน และโต๊ะเรียน

ความชุกของสิ่งแวดล้อมที่มีระดับสารตะกั่วสูงในสีทาบ้านที่มากกว่าค่ามาตรฐาน ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร คือ ๕๒.๙% ระดับตะกั่วในสารละลาย (Soluble lead) ที่พบในสีทาบ้านมีค่าตั้งแต่ ๔๔ - ๔,๒๑๒ ppm (ค่าปกติน้อยกว่า ๙๐ ppm) ระดับสารตะกั่วที่สูงกว่าค่ามาตรฐานในสีทาบ้านได้ทำการตรวจยืนยันผลอีกครั้ง โดยส่งตรวจ ๘๙ ตัวอย่าง ซึ่งผลที่ได้ยังสูงเช่นเดิม โดยระดับสารตะกั่วในสารละลายมีค่าสูงสุด ๖,๗๗๙ ppm

ในการศึกษานี้พบว่าสีดำ สีเหลือง และสีเขียว พบสารตะกั่วปนเปื้อนมากที่สุด เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงต่อสารตะกั่วอัน ได้แก่ ที่ตั้งใกล้กับถนน, โรงงาน หรือทางด่วน, อายุของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน, การหลุดลอกของสี และชนิดของสีทาบ้าน ไม่พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

คำแนะนำ

  1. ให้ความรู้กับครูและผู้ดูแลเด็กในการป้องกันสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อม เช่น การล้างมือ การทำความสะอาด และการปกคลุมบริเวณของสีทาบ้านที่มีสารตะกั่วสูง
  2. นำเสนอผลการศึกษาที่ได้ต่อผู้บริหารเขต ชุมชน และศูนย์พัฒนาเด็กเพื่อแก้ไขความเสี่ยง
  3. จัดตั้ง “ทีมกำจัดสารตะกั่ว” ในการแก้ไขความเสี่ยงของสีทาภายนอกและภายในศูนย์พัฒนาเด็ก โดยให้ดำเนินการตามแนวทางมาตรฐานสากล ป้องกันการปนเปื้อนของสารตะกั่วจากการขูดลอกสีภายในชุมชนและมีการกำจัดขยะสีอย่างถูกวิธี
  4. นำเสนอผลการศึกษาที่ได้ต่อผู้บริหารกรุงเทพมหานครเพื่อแก้ไขในระดับนโยบายต่อไป
  5. เผยแพร่ความรู้นี้ต่อสาธารณะเพื่อขยายการเฝ้าระวังตรวจสอบต่อไป